google-site-verification=vm-0_Y8Q4DRw4o9ORhJ5rOMUquw6eCFqFLypod18Dvk
Last updated: 4 มิ.ย. 2569 | 10 จำนวนผู้เข้าชม |
ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แทบทุกอุตสาหกรรมกำลังเคลื่อนตัวไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือการลดพลาสติก, เปลี่ยนไปใช้บรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ และตัดส่วนประกอบที่เป็นโลหะออกจากแพ็กเกจ
สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ถูกต้องสำหรับโลก แต่สำหรับทีม QC และ Production ในโรงงาน มันหมายความว่า กฎที่เคยใช้ได้ผลมาหลายปีอาจใช้ไม่ได้อีกต่อไป
เพราะบรรจุภัณฑ์ที่เปลี่ยนไป ส่งผลโดยตรงต่อวิธีที่เครื่อง Metal Detector และ X-ray อ่านสัญญาณ และถ้าไม่รู้เท่าทัน คุณอาจมีระบบตรวจจับที่ดูเหมือนทำงานอยู่ แต่จริงๆ แล้วประสิทธิภาพลดลงไปมากโดยไม่รู้ตัว
บรรจุภัณฑ์มีผลต่อการตรวจจับอย่างไร
เครื่องตรวจจับทุกประเภทไม่ได้ "มองทะลุ" บรรจุภัณฑ์โดยที่บรรจุภัณฑ์ไม่มีผลใดๆ ในความเป็นจริง สิ่งที่ห่อหุ้มผลิตภัณฑ์อยู่ล้วนส่งผลต่อสัญญาณที่เครื่องรับได้ทั้งสิ้น
สำหรับ Metal Detector บรรจุภัณฑ์ที่มีองค์ประกอบของโลหะหรือตัวนำไฟฟ้า จะสร้างสัญญาณของตัวเองที่เครื่องต้องกรองออก ถ้ากรองได้ไม่สมบูรณ์ก็เกิด False Reject ถ้ากรองออกมากเกินไปก็อาจพลาดสิ่งปนเปื้อน
สำหรับ X-ray ความหนาแน่นและความสม่ำเสมอของบรรจุภัณฑ์มีผลต่อความชัดของภาพที่ได้ บรรจุภัณฑ์ที่มีความหนาแน่นไม่สม่ำเสมอจะสร้างเงาที่อาจซ่อนสิ่งแปลกปลอมเอาไว้
เมื่อเข้าใจตรงนี้แล้ว ก็จะเข้าใจว่าทำไมการเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์จึงไม่ใช่แค่เรื่องของฝ่าย Marketing หรือฝ่ายจัดซื้อ แต่ ฝ่าย QC ต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทุกครั้ง

เทรนด์ที่ 1 — เลิกใช้ฟอยล์โลหะ : ข่าวดีสำหรับ Metal Detector
หนึ่งในเทรนด์รักษ์โลกที่แพร่หลายที่สุดคือการเลิกใช้บรรจุภัณฑ์ที่มี ฟอยล์โลหะ (Metallic Foil) เป็นส่วนประกอบ ไม่ว่าจะเป็นฝาอะลูมิเนียม, ชั้นฟอยล์ใน Laminated Pouch หรือถุงที่มีการเคลือบโลหะเพื่อกันแสง แล้วเปลี่ยนมาใช้บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากวัสดุโปร่งใสหรือกระดาษแทน
สำหรับ Metal Detector นี่คือ ข่าวดี เพราะฟอยล์โลหะคือตัวการหลักที่ทำให้ Metal Detector ไม่สามารถตรวจสอบหลังบรรจุได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อฟอยล์หายไป เครื่องก็สามารถตรวจสอบสินค้าหลังบรรจุได้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม มีสิ่งที่ต้องระวังคือ บรรจุภัณฑ์ "รักษ์โลก" บางชนิดยังคงมีชั้นเคลือบที่ทำจากวัสดุกึ่งตัวนำไฟฟ้า ซึ่งยังส่งผลต่อสัญญาณของ Metal Detector ได้อยู่ในระดับหนึ่ง การ Validate ระบบหลังเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์จึงยังจำเป็นเสมอ
เทรนด์ที่ 2 — หันมาใช้ถุงกระดาษและกล่องกระดาษ: ผลกระทบที่ซ่อนอยู่
กระดาษไม่มีส่วนประกอบของโลหะ ไม่มีการนำไฟฟ้า และไม่น่าจะส่งผลอะไรต่อเครื่องตรวจจับ แต่ในความเป็นจริงมีรายละเอียดที่ต้องรู้
กระดาษที่มีความชื้นสูงจะส่งผลต่อ Metal Detector เพราะน้ำเป็นตัวนำไฟฟ้า ถุงกระดาษที่บรรจุผลิตภัณฑ์ที่มีความชื้น หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ชื้น จะมี Conductivity ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดสัญญาณที่เครื่องต้องชดเชย และอาจลดความไว (Sensitivity) ที่ทำได้ลง
หมึกพิมพ์บางชนิดบนบรรจุภัณฑ์กระดาษมีส่วนผสมของโลหะ เช่น หมึกที่มีส่วนผสมของอะลูมิเนียมเพื่อให้ได้ลวดลายสีเงินหรือสีทอง สิ่งนี้เป็นรายละเอียดที่หลายโรงงานมองข้าม และอาจเป็นสาเหตุของ False Reject ที่หาต้นตอไม่เจอ
สำหรับ X-ray กระดาษโดยทั่วไปให้ผลดีกว่าพลาสติกหลายชนิด เพราะมีความสม่ำเสมอสูงและให้ภาพที่ชัดเจน แต่กล่องกระดาษที่มีความหนาหลายชั้นหรือมีส่วนที่ทับซ้อนกัน เช่น บริเวณรอยพับและมุมกล่อง อาจสร้างเงาที่หนักพอจะซ่อนสิ่งแปลกปลอมขนาดเล็กได้

เทรนด์ที่ 3 — พลาสติกชีวภาพ (Bioplastic) และวัสดุย่อยสลายได้: ตัวแปรใหม่ที่ยังไม่มีคำตอบตายตัว
พลาสติกชีวภาพอย่าง PLA (Polylactic Acid) หรือบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากแป้งข้าวโพด, อ้อย หรือมันสำปะหลัง กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับ Metal Detector วัสดุเหล่านี้โดยทั่วไปไม่มีผลรบกวนมากนัก เพราะไม่มีการนำไฟฟ้า
แต่ที่น่าสนใจคือ คุณสมบัติของ Bioplastic แต่ละชนิดไม่เหมือนกัน และยังขึ้นอยู่กับส่วนผสม สารเติมแต่ง และกระบวนการผลิตของแต่ละผู้ผลิต บางชนิดมีการเติมสารที่มีความหนาแน่นสูงเพื่อปรับคุณสมบัติเชิงกล ซึ่งอาจส่งผลต่อ X-ray ได้ในระดับที่ต้องระวัง
นอกจากนี้ Bioplastic ยังมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนตามอุณหภูมิและความชื้นได้มากกว่าพลาสติกทั่วไป ทำให้ค่า Product Effect ที่ได้จากการ Calibrate อาจเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะถ้าสายการผลิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิหรือความชื้นผันแปร
สิ่งที่โรงงานต้องทำเมื่อเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์
หลายโรงงานเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เพื่อเหตุผลด้านสิ่งแวดล้อมหรือเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า แต่ลืมแจ้งให้ทีม QC รู้ก่อนที่การเปลี่ยนแปลงจะมีผล ซึ่งเป็นข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและอาจมีผลรุนแรง
สิ่งที่ต้องทำทุกครั้งเมื่อมีการเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์มีดังนี้
Re-validate ระบบทันที อย่าสมมติว่าค่าที่ตั้งไว้เดิมยังใช้ได้ แม้บรรจุภัณฑ์ใหม่จะดูคล้ายกับของเดิมมากก็ตาม ควรทำ Challenge Test ด้วย Test Piece ในทุกขนาดที่กำหนดไว้ในมาตรฐาน และบันทึกผลเป็น Record ใหม่
ตรวจสอบส่วนประกอบของบรรจุภัณฑ์ใหม่อย่างละเอียด ขอ Specification Sheet จากผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะข้อมูลเรื่องชั้นเคลือบ, หมึกพิมพ์ และสารเติมแต่ง บางอย่างที่ไม่ได้รับข้อมูลตรงนี้อาจสร้างปัญหาได้นานหลายเดือนโดยไม่รู้ต้นตอ
เพิ่มความถี่ในการ Monitor ช่วงแรกหลังเปลี่ยน ในช่วง 2-4 สัปดาห์แรกหลังเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ ควรเพิ่มความถี่ของการตรวจสอบ Performance ของเครื่อง เพื่อดูว่ามีสัญญาณผิดปกติใดๆ เกิดขึ้นหรือไม่
ให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินก่อนที่จะเปลี่ยน ถ้าเป็นไปได้ ควรนำตัวอย่างบรรจุภัณฑ์ใหม่มาทดสอบกับเครื่องก่อนเริ่มใช้จริงในสายการผลิต เพื่อให้รู้ล่วงหน้าว่าจะต้องปรับค่าอะไร และปรับได้มากน้อยแค่ไหน
สยาม พารากอน โซลูชั่นส์ พร้อมช่วยคุณเปลี่ยนผ่านอย่างมั่นใจ
ที่ สยาม พารากอน โซลูชั่นส์ เราเข้าใจว่าการเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เป็นเรื่องที่มีหลายปัจจัยพัวพัน ทีมของเราพร้อมช่วยประเมินผลกระทบของบรรจุภัณฑ์ใหม่ต่อระบบตรวจจับที่คุณใช้อยู่ ทำ Validation ตามมาตรฐาน HACCP, BRC และ IFS และให้คำแนะนำว่าจำเป็นต้องปรับเครื่อง, ปรับค่า หรืออัปเกรดระบบหรือไม่
ถ้าโรงงานของคุณกำลังอยู่ในระหว่างการเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ หรือกำลังวางแผนจะเปลี่ยน ติดต่อเราก่อนที่จะเริ่ม เพื่อให้แน่ใจว่าระบบตรวจจับของคุณพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนั้นตั้งแต่วันแรก
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม
โทร. : +66(0)2-394-9932
มือถือ : +66(0)99-827-0078
Email : marketing@siamparagons.co.th
Website : Siam Paragon Solutions Co.,Ltd.
Website Profile: บริษัท สยามพารากอน โซลูชั่นส์ จำกัด
Facebook : Siam Paragon Solutions - ศูนย์รวมเครื่องจักรอุตสาหกรรมอาหาร